สินเชื่อ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
บัตรเครดิต สินเชื่อ: สินเชื่อคืออะไร และสินเชื่อสำคัญอย่างไร
บัตรเครดิต สินเชื่อ: สินเชื่อคืออะไร และสินเชื่อสำคัญอย่างไร: สินเชื่อ คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรมาดูกันเพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง สินเชื่อ แปลกันแบบบ้านๆ สิน คือ เงินทอง สินทรัพย์ เชื่อ ก็คือเชื่อ...
บัตรเครดิต สินเชื่อ: สินเชื่อคืออะไร และสินเชื่อสำคัญอย่างไร
บัตรเครดิต สินเชื่อ: สินเชื่อคืออะไร และสินเชื่อสำคัญอย่างไร: สินเชื่อ คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรมาดูกันเพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง สินเชื่อ แปลกันแบบบ้านๆ สิน คือ เงินทอง สินทรัพย์ เชื่อ ก็คือเชื่อ...
สินเชื่อ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด: สินเชื่อยังเติบโตแข็งแกร่ง (หุ้นเด่น)
สินเชื่อ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด: สินเชื่อยังเติบโตแข็งแกร่ง (หุ้นเด่น): บริษัทหลักทรัพย์(บล.) บัวหลวงวิเคราะห์หุ้นธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เราได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ BBL ปี 2554-2555 ของเราลง 16% แล...
สินเชื่อ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด: สินเชื่อยังเติบโตแข็งแกร่ง (หุ้นเด่น)
สินเชื่อ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด: สินเชื่อยังเติบโตแข็งแกร่ง (หุ้นเด่น): บริษัทหลักทรัพย์(บล.) บัวหลวงวิเคราะห์หุ้นธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เราได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ BBL ปี 2554-2555 ของเราลง 16% แล...
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555
สินเชื่อยังเติบโตแข็งแกร่ง (หุ้นเด่น)
บริษัทหลักทรัพย์(บล.) บัวหลวงวิเคราะห์หุ้นธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เราได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ BBL ปี 2554-2555 ของเราลง 16% และ 13% ตามลำดับ เป็น 25.0 พันล้านบาท และ 33.5 พันล้านบาท มีปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษและ การดำเนินธุรกิจที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในไตรมาส 4/54 รวมถึงการให้เงินช่วยเหลือสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วม นอกจากนี้รายได้ค่าธรรมเนียมธนาคารลดลงและการตั้งสำรอง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามเราได้ปรับประมาณการ การเติบโตของสินเชื่อเพิ่มขึ้นสำหรับปี 2554 เป็น 13% จาก 11% ก่อนหน้านี้ เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ดีเยี่ยมด้านการแข่งขัน ด้านการให้สินเชื่อ (หลักๆ มาจากสินเชื่อธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่) จากการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของเรา เราจึงปรับราคา เป้าหมายปี 2555 ของเราลง 12.6% เป็น 193 บาท
นักงานและการปรับโครงสร้างธุรกิจ) และอ้างอิงจากที่บริษัทให้แนวทางว่าการกันสำรองหนี้ฯได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากน้ำท่วมเราคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4/54 จะอยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 10% YoY แต่ลดลง 18% QoQ
ที่มา : บล.บัวหลวง
Facebook Twitter พิมพ์ข่าวนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จับตาหุ้นเด่นวันนี้
คอลัมน์: กลยุทธ์พิชิตหุ้นสเปเชี่ยล: หุ้นเด่นประจำสัปดาห์
" คาดกำไรฟื้นตัวเร็ว" (หุ้นเด่น)
จับตาหุ้นเด่นวันนี้
"โรดโชว์สิงคโปร์และฮ่องกง" (หุ้นเด่น)
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
ธนาคารกรุงเทพ BBL น้ำท่วม วิเคราะห์หุ้น หุ้นเด่น บริษัท สินเชื่อ บัว ธุรกิจ
นักงานและการปรับโครงสร้างธุรกิจ) และอ้างอิงจากที่บริษัทให้แนวทางว่าการกันสำรองหนี้ฯได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากน้ำท่วมเราคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4/54 จะอยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 10% YoY แต่ลดลง 18% QoQ
ที่มา : บล.บัวหลวง
Facebook Twitter พิมพ์ข่าวนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จับตาหุ้นเด่นวันนี้
คอลัมน์: กลยุทธ์พิชิตหุ้นสเปเชี่ยล: หุ้นเด่นประจำสัปดาห์
" คาดกำไรฟื้นตัวเร็ว" (หุ้นเด่น)
จับตาหุ้นเด่นวันนี้
"โรดโชว์สิงคโปร์และฮ่องกง" (หุ้นเด่น)
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
ธนาคารกรุงเทพ BBL น้ำท่วม วิเคราะห์หุ้น หุ้นเด่น บริษัท สินเชื่อ บัว ธุรกิจ
ธปท.จัด2.1แสนล.ปล่อยซอฟต์โลน ช่วยเอสเอ็มอี-ประชาชน คิดดบ.ไม่เกิน3%ผ่อน5ปี
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงร่างพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อให้ธปท.สามารถกลับมาปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน ในลักษณะแพ็กกิ้งเครดิต (ซอฟต์โลน) เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย(เอสเอ็มอี) และประชาชนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วง ที่ผ่านมาว่า ซึ่งร่างพ.ร.ก.ดังกล่าว รัฐบาลน่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรี(ครม.) อีกครั้งในวันที่ 10 มกราคม 2555 ที่จะถึงนี้
ธปท.จัด2.1แสนล.ปล่อยซอฟต์โลน ช่วยเอสเอ็มอี-ประชาชน คิดดบ.ไม่เกิน3%ผ่อน5ปี
ข่าวหุ้น-การเงิน หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 9 มกราคม 2555 01:48:21 น.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงร่างพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อให้ธปท.สามารถกลับมาปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน ในลักษณะแพ็กกิ้งเครดิต (ซอฟต์โลน) เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย(เอสเอ็มอี) และประชาชนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วง ที่ผ่านมาว่า ซึ่งร่างพ.ร.ก.ดังกล่าว รัฐบาลน่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรี(ครม.) อีกครั้งในวันที่ 10 มกราคม 2555 ที่จะถึงนี้
โดยเนื้อหาจะเป็นการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและประชาชนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น สินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูกิจการ สินเชื่อ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการและสินเชื่อซ่อมแซมบ้าน เป็นต้น โดยมีวงเงินสินเชื่อทั้งสิ้น 300,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เป็นเงินของธปท.ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคาร พาณิชย์ และสถาบันเฉพาะกิจของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ 70% ขอวง เงินสินเชื่อรวม หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 210,000 ล้านบาท โดยธปท. จะปล่อยสินเชื่อให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ร่วมโครงการกู้ไปปล่อยสินเชื่อต่อในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 0.01% ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของการปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ต่ำและคิดดอกเบี้ยกับประชาชนในอัตราผ่อนปรนได้
เงินกู้ที่เหลืออีก 30% ของวงเงินสินเชื่อ หรือประมาณ 90,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นเงินของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่จะปล่อยสินเชื่อสมทบ แต่เมื่อคิดต้นทุน เงินกู้ของสถาบันการเงินและค่าบริหารจัดการ ในการปล่อยสินเชื่อแล้วสถาบันการเงินจะคิด ดอกเบี้ยจากผู้ประกอบการหรือรายย่อยได้ไม่เกิน 3% ต่อปี เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมาโดยสินเชื่อมีระยะเวลาการยื่นขอ 2 ปี หลังจากประกาศและ มีระยะเวลาการผ่อนชำระคืน 5 ปี
ผู้ว่าการธปท.กล่าวต่อว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเปิดช่องให้ ธปท.กลับมาปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน ที่เป็นอัตราดอกเบี้ย ผ่อนปรนได้อย่างถาวรแต่ทำได้เฉพาะครั้งนี้ครั้งเดียวและใน วงเงินจำกัด เนื่องจากจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะรายย่อย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมจากธปท.ว่าหลังจากที่ พ.ร.ก.ดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบของครม. และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว ธปท. คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ในการกำหนดคุณลักษณะเอสเอ็มอี และประชาชนที่มีสิทธิ์เข้าโครงการ รวมถึงเงื่อนไขในการขอสินเชื่อ โดยธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ร่วมโครงการจะเป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติ และ การปล่อยสินเชื่อในแต่ละราย
สำหรับวงเงินของสินเชื่อที่กำหนดไว้ 300,000 ล้านบาทนั้นธปท.พิจารณาจากการประเมินความเสียหายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และรายย่อยที่ได้รับจากอุทกภัยแล้วประเมินเป็นความต้องการสินเชื่อใหม่เพื่อการฟื้นฟูกิจการ และซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่เสียหาย โดยคาดว่าวงเงินดังกล่าวจะเพียงพอต่อความต้องการสินเชื่อใหม่ เพราะถือเป็นวงเงินจำนวนมากและคาดว่าช่วยให้การฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจของประเทศเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง
Facebook Twitter พิมพ์ข่าวนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กสิกรไทยเปิดตัว"พัชร" คุมบังเหียนสินเชื่อSMEs
กสิกรฯลดรีไฟแนนซ์รุกให้กู้ลูกค้าใหม่-เก่า
ภาพข่าว: กสิกรไทยเปิดตัวผู้ดูแลสายงานเอสเอ็มอีคนใหม่
KBANK เปิดตัวผู้บริหารสายงาน SME คนใหม่ พร้อมตั้งเป้าสินเชื่อโต 12%
10 รายชื่อสุดยอด ซีอีโอ CEO ภาครัฐและภาคเอกชนแห่งปี 2554 ในความทรงจำและขวัญใจกลุ่มธุรกิจ เอสเอ็มอี SME: กรณีศึกษาตัวแทนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีใน 17 จังหวัดของประเทศ
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
ธนาคารแห่งประเทศไทย ปล่อยสินเชื่อ พ.ร.ก. เครดิต เอสเอ็มอี ธปท. รถ พระราชบัญญัติ กลับมา
ธปท.จัด2.1แสนล.ปล่อยซอฟต์โลน ช่วยเอสเอ็มอี-ประชาชน คิดดบ.ไม่เกิน3%ผ่อน5ปี
ข่าวหุ้น-การเงิน หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 9 มกราคม 2555 01:48:21 น.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงร่างพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อให้ธปท.สามารถกลับมาปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน ในลักษณะแพ็กกิ้งเครดิต (ซอฟต์โลน) เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย(เอสเอ็มอี) และประชาชนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วง ที่ผ่านมาว่า ซึ่งร่างพ.ร.ก.ดังกล่าว รัฐบาลน่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรี(ครม.) อีกครั้งในวันที่ 10 มกราคม 2555 ที่จะถึงนี้
โดยเนื้อหาจะเป็นการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและประชาชนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น สินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูกิจการ สินเชื่อ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการและสินเชื่อซ่อมแซมบ้าน เป็นต้น โดยมีวงเงินสินเชื่อทั้งสิ้น 300,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เป็นเงินของธปท.ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคาร พาณิชย์ และสถาบันเฉพาะกิจของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ 70% ขอวง เงินสินเชื่อรวม หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 210,000 ล้านบาท โดยธปท. จะปล่อยสินเชื่อให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ร่วมโครงการกู้ไปปล่อยสินเชื่อต่อในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 0.01% ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของการปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ต่ำและคิดดอกเบี้ยกับประชาชนในอัตราผ่อนปรนได้
เงินกู้ที่เหลืออีก 30% ของวงเงินสินเชื่อ หรือประมาณ 90,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นเงินของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่จะปล่อยสินเชื่อสมทบ แต่เมื่อคิดต้นทุน เงินกู้ของสถาบันการเงินและค่าบริหารจัดการ ในการปล่อยสินเชื่อแล้วสถาบันการเงินจะคิด ดอกเบี้ยจากผู้ประกอบการหรือรายย่อยได้ไม่เกิน 3% ต่อปี เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมาโดยสินเชื่อมีระยะเวลาการยื่นขอ 2 ปี หลังจากประกาศและ มีระยะเวลาการผ่อนชำระคืน 5 ปี
ผู้ว่าการธปท.กล่าวต่อว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเปิดช่องให้ ธปท.กลับมาปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน ที่เป็นอัตราดอกเบี้ย ผ่อนปรนได้อย่างถาวรแต่ทำได้เฉพาะครั้งนี้ครั้งเดียวและใน วงเงินจำกัด เนื่องจากจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะรายย่อย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมจากธปท.ว่าหลังจากที่ พ.ร.ก.ดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบของครม. และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว ธปท. คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ในการกำหนดคุณลักษณะเอสเอ็มอี และประชาชนที่มีสิทธิ์เข้าโครงการ รวมถึงเงื่อนไขในการขอสินเชื่อ โดยธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ร่วมโครงการจะเป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติ และ การปล่อยสินเชื่อในแต่ละราย
สำหรับวงเงินของสินเชื่อที่กำหนดไว้ 300,000 ล้านบาทนั้นธปท.พิจารณาจากการประเมินความเสียหายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และรายย่อยที่ได้รับจากอุทกภัยแล้วประเมินเป็นความต้องการสินเชื่อใหม่เพื่อการฟื้นฟูกิจการ และซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่เสียหาย โดยคาดว่าวงเงินดังกล่าวจะเพียงพอต่อความต้องการสินเชื่อใหม่ เพราะถือเป็นวงเงินจำนวนมากและคาดว่าช่วยให้การฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจของประเทศเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง
Facebook Twitter พิมพ์ข่าวนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กสิกรไทยเปิดตัว"พัชร" คุมบังเหียนสินเชื่อSMEs
กสิกรฯลดรีไฟแนนซ์รุกให้กู้ลูกค้าใหม่-เก่า
ภาพข่าว: กสิกรไทยเปิดตัวผู้ดูแลสายงานเอสเอ็มอีคนใหม่
KBANK เปิดตัวผู้บริหารสายงาน SME คนใหม่ พร้อมตั้งเป้าสินเชื่อโต 12%
10 รายชื่อสุดยอด ซีอีโอ CEO ภาครัฐและภาคเอกชนแห่งปี 2554 ในความทรงจำและขวัญใจกลุ่มธุรกิจ เอสเอ็มอี SME: กรณีศึกษาตัวแทนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีใน 17 จังหวัดของประเทศ
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
ธนาคารแห่งประเทศไทย ปล่อยสินเชื่อ พ.ร.ก. เครดิต เอสเอ็มอี ธปท. รถ พระราชบัญญัติ กลับมา
แบงก์รัฐแข่งสินเชื่อออมสินธอส.4แสนล.
อารีย์ * ออมสินแจง ปี 55 วางแผนปล่อยกู้รากหญ้า 3 แสนล้านบาท ด้าน ธอส. เล็งเป้าสินเชื่อบ้านโตเพิ่มแตะ 1 แสนล้านบาท
นายอำนวย ปรีมนวงศ์ ผู้ตรวจราช การกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมการธนาคารออมสิน กล่าวว่า คณะกรรมการได้เห็นชอบแผนการปล่อยกู้ของธนาคารในปี 2555 โดยจะเป็นการปล่อยสินเชื่อใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 3 แสนล้านบาท และจะทำให้ยอดหนี้คงค้างของธนาคารในปี 2555 มีเป็นจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท
สำหรับการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนา คารออมสินจะเน้นเป็นรายย่อย 90% ที่เหลือจะเป็นการปล่อยกู้รายใหญ่ ซึ่งธนา คารกำหนดไว้ชัดเจนว่า การปล่อยสินเชื่อ รายใหญ่ในภาพรวมไม่เกิน 10% ซึ่งปัจจุ บันยอดสินเชื่อปล่อยกู้รายใหญ่อยู่ที่ 7 หมื่น ล้านบาท หรือประมาณ 7% ของยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปี 2554 ที่ 1.1 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาคลังได้มีนโยบาย ให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อแต่รายย่อยเท่านั้น ไม่ให้ปล่อยสินเชื่อสำหรับรายใหญ่ ซึ่งทางธนาคารจะทำหนังสือขอให้คลังพิจาร ณาทบทวน และผ่อนผันนโยบายดังกล่าว เพราะยังมีความจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อให้ แก่บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงปล่อยสินเชื่อให้แก่สหกรณ์ต่างๆ โดยมีเงื่อนไขการพิจารณาเข้มงวด ต้องมีกำไร 3 ปี มีหนี้เสียไม่เกิน 1%
สำหรับกำไรของธนาคารออมสินในปี 2554 มีจำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท และในปี 2555 คาดว่าจะได้กำไรเบื้องต้นไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากต้องมีการ สำรองการจ่ายบำนาญให้กับพนักงานจำนวน 5 หมื่นล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี ที่จะเริ่มปีนี้ ทำให้คาดว่ากำไรของธนาคารหลังสำรองยอดดังกล่าวจะอยู่ที่ 1 หมื่นกว่าล้านบาท
ด้าน นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรม การผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อบ้านปีนี้ 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 9.9 หมื่น ล้านบาท โดยจะเน้นปล่อยกู้ผู้มีรายได้น้อย ราคาบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคาร
"การปล่อยสินเชื่อของธนาคารเริ่มฟื้น ตัวจากผลกระทบน้ำท่วม จากที่เคยปล่อยกู้ได้เดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ลดลงมาเหลือเดือนละ 6,000 ล้านบาท ในเดือน ต.ค., พ.ย. และ ธ.ค.2554 ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะกลับมาปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้เดือนละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ไม่กี่เดือนจากนี้" นายวร วิทย์กล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนจูงใจผู้กู้ซื้อบ้าน โดยการออกแพ็กเกจสินเชื่อคงที่ อัตราดอกเบี้ยต่ำออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ขอดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะทรงตัว ไม่มีการเพิ่มขึ้น
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ปี 2554 ธนาคารมีผลกำไรจากการดำเนินงานประ มาณ 7,000 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าจะทำกำไรได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพราะธนาคารไม่ได้หวังผลกำไร.
นายอำนวย ปรีมนวงศ์ ผู้ตรวจราช การกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมการธนาคารออมสิน กล่าวว่า คณะกรรมการได้เห็นชอบแผนการปล่อยกู้ของธนาคารในปี 2555 โดยจะเป็นการปล่อยสินเชื่อใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 3 แสนล้านบาท และจะทำให้ยอดหนี้คงค้างของธนาคารในปี 2555 มีเป็นจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท
สำหรับการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนา คารออมสินจะเน้นเป็นรายย่อย 90% ที่เหลือจะเป็นการปล่อยกู้รายใหญ่ ซึ่งธนา คารกำหนดไว้ชัดเจนว่า การปล่อยสินเชื่อ รายใหญ่ในภาพรวมไม่เกิน 10% ซึ่งปัจจุ บันยอดสินเชื่อปล่อยกู้รายใหญ่อยู่ที่ 7 หมื่น ล้านบาท หรือประมาณ 7% ของยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปี 2554 ที่ 1.1 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาคลังได้มีนโยบาย ให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อแต่รายย่อยเท่านั้น ไม่ให้ปล่อยสินเชื่อสำหรับรายใหญ่ ซึ่งทางธนาคารจะทำหนังสือขอให้คลังพิจาร ณาทบทวน และผ่อนผันนโยบายดังกล่าว เพราะยังมีความจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อให้ แก่บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงปล่อยสินเชื่อให้แก่สหกรณ์ต่างๆ โดยมีเงื่อนไขการพิจารณาเข้มงวด ต้องมีกำไร 3 ปี มีหนี้เสียไม่เกิน 1%
สำหรับกำไรของธนาคารออมสินในปี 2554 มีจำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท และในปี 2555 คาดว่าจะได้กำไรเบื้องต้นไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากต้องมีการ สำรองการจ่ายบำนาญให้กับพนักงานจำนวน 5 หมื่นล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี ที่จะเริ่มปีนี้ ทำให้คาดว่ากำไรของธนาคารหลังสำรองยอดดังกล่าวจะอยู่ที่ 1 หมื่นกว่าล้านบาท
ด้าน นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรม การผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อบ้านปีนี้ 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 9.9 หมื่น ล้านบาท โดยจะเน้นปล่อยกู้ผู้มีรายได้น้อย ราคาบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคาร
"การปล่อยสินเชื่อของธนาคารเริ่มฟื้น ตัวจากผลกระทบน้ำท่วม จากที่เคยปล่อยกู้ได้เดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ลดลงมาเหลือเดือนละ 6,000 ล้านบาท ในเดือน ต.ค., พ.ย. และ ธ.ค.2554 ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะกลับมาปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้เดือนละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ไม่กี่เดือนจากนี้" นายวร วิทย์กล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนจูงใจผู้กู้ซื้อบ้าน โดยการออกแพ็กเกจสินเชื่อคงที่ อัตราดอกเบี้ยต่ำออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ขอดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะทรงตัว ไม่มีการเพิ่มขึ้น
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ปี 2554 ธนาคารมีผลกำไรจากการดำเนินงานประ มาณ 7,000 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าจะทำกำไรได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพราะธนาคารไม่ได้หวังผลกำไร.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)